
การเรียนรู้ระดับปฐมวัยในโรงเรียนโสมาภา ได้ประยุกต์และพัฒนาทฤษฎีและแนวคิดของนักการศึกษา
ที่มีความเข้าใจในธรรมชาติและการเรียนรู้ของเด็ก
ดังนั้นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กจึง
ใช้นวัตกรรมการสอนจากทฤษฎี ผสมผสานและบูรณาการหลายรูปแบบ
ซึ่งการเรียนการสอนจะเน้นเด็ก
เป็นสำคัญ โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเองและการพัฒนาเด็กอย่างเต็มตามศักยภาพของแต่ละ
บุคคล โรงเรียนโสมาภาฝ่ายปฐมวัยได้ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้
และกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังนี้
Multiple Intelligences (ทฤษฎีพหุปัญญา)
Learning Center (มุมการเรียน)
Project Approach (โครงงาน)
Whole Brain Approach
Multiple Intelligences (ทฤษฎีพหุปัญญา)
พหุปัญญา คือทฤษฎีซึ่งอธิบายโดย Dr. Howard Gardner
ว่ามนุษย์ทุกคนมีความสามารถหรือความ
ฉลาดในตัวเอง โรงเรียนโสมาภาจัดกิจกรรมที่หลากหลาย
เพื่อพัฒนาความสามารถ หรือความฉลาดทั้ง
8 ด้านของเด็ก ซึ่งได้แก่
ด้านภาษา
ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์

ด้านมิติสัมพันธ์
ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
ด้านดนตรี
ด้านมนุษยสัมพันธ์
ด้านการเข้าใจตนเอง
ด้านการเข้าใจธรรมชาติ
การที่เด็กได้ค้นพบความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตนเองนอกจากจะมำให้เด็กค้นพบรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม
กับตนเอง หรือจะเรียกได้ว่าเด็กๆ สามารถเรียนได้ดีในสถานการณ์ที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว
เด็กยังได้มีโอกาส
พัฒนาตนเองในจุดที่ตนมีความสามารถพิเศษเพื่อพัฒนาเป็นอาชีพต่อไป

Learning Center
มุมการเรียนรู้เป็นวิธีการเรียนที่ธรรมชาติที่สุด
เพราะจะทำให้เด็กได้มีการวางแผน การตัดสินใจการลงมือ
ปฏิบัติตามมุมที่ได้วางแผนการจัดสื่อและอุปกรณ์อย่างมีเป้าหมาย
เพื่อพัฒนาทักษะและความฉลาดด้านต่างๆ ตามรูปแบบของทฤษฎีพหุปัญญา
และเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ตามรูปแบบและตามความสนใจของตนเอง
และได้
ฝึกฝนทักษะในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น
โรงเรียนโสมาภาจัดมุมการเรียนรู้ไว้ในทุกห้องเรียน
เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสใช้มุมการเรียนทุกวัน
โดยแบ่ง
เป็นมุม 9 มุมดังนี้
มุมภาษา
มุมคณิตศาสตร์
มุมวิทยาศาสตร์
มุมหนังสือ
มุมบทบาทสมมติ
มุมศิลปะ
มุมบล๊อก
มุมคอมพิวเตอร์
มุมพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก  
เยี่ยมชมมุมการเรียนต่างๆ

Project Approach
การเรียนรู้แบบโครงงาน คือการสืบค้นหาข้อมูลอย่างลุ่มลึกตามหัวเรื่องที่เด็กสนใจควรแก่การเรียนรู้
โดยปกติ
การสืบค้นจะทำโดยเด็กกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ในชั้นเรียน
หรือเด็กทั้งชั้นร่วมกัน หรือบางโอกาสอาจเป็นเพียงเด็กคน
ใดคนหนึ่งเท่านั้น จุดเด่นของโครงงานคือความพยายามที่จะค้นหาคำตอบจากคำถามที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง
ไม่ว่าคำถามนั้นจะมาจากเด็ก จากครู หรือจากเด็กและครูร่วมกันก็ตาม
จุดประสงค์ของโครงงานคือการเรียนรู้
เกี่ยวกับหัวเรื่อง มากกว่าการเสาะแสวงหาคำตอบที่ถูกต้อง
เพื่อตอบคำถามที่ครูเป็นผู้ถาม
การทำโครงงานไม่สามารถทดแทนหลักสูตรทั้งหมดได้
สำหรับเด็กปฐมวัยถือเป็นส่วนที่เสริมเพิ่มเติมให้
สมบูรณ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรเท่านั้น
งานโครงงานจะไม่แยกเป็นรายวิชา เช่น
ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ แต่จะบูรณาการทุกวิชาเข้าด้วยกัน
โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยต้องการ
ครูเป็นผู้ชี้แนะ เป็นที่ปรึกษาในการทำโครงงาน
ส่วนเวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ละโครงการนั้นอาจใช้เวลา
หลายวัน หลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือน ขึ้นอยู่กับหัวเรื่อง
อายุ และความสนใจของเด็ก
ขั้นตอนการเรียนแบบโครงงาน
1. การอภิปรายกลุ่ม
2. การศึกษานอกสถานที่
3. การนำเสนอประสบการณ์เดิม
4. การสืบค้น
5. การจัดแสดงผลงาน
ประโยชน์ของการเรียนแบบโครงงาน
1. ช่วยให้เด็กมีโอกาสที่จะประยุกต์ใช้ทักษะที่มีอยู่
และเพิ่มความชำนาญในทักษะนั้นยิ่งขึ้น
2. แสดงให้เห็นถึงถึงความสามารถและความถนัดของเด็กๆ
3. แสดงให้เห็นแรงจูงใจภายใน และความสนใจที่เกิดจากตัวเด็กในงานและกิจกรรมที่ทำ
4. ส่งเสริมให้เด็กรู้จักตัดสินใจว่าควรทำอะไร
และผู้ใหญ่ยอมรับในความต้องการของเด็ก โดยที่เด็กมีความ
สามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ
และเด็กเป็นผู้ตัดสินใจลงมือทำด้วยตัวเด็กเอง
Whole Brain Approach
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสมองทั้งสองซีก (ซีกซ้ายและซีกขวา)
ให้มีการทำงานได้สัดส่วน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มคุณภาพ
การเรียนรู้และความสำเร็จของนักเรียน เด็กๆ จะได้ทำ
Brain Gym ในช่วงกิจกรรมยามเช้า ซึ่งเป็นโปรแกรม
การเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้
ประกอบไปด้วยการเคลื่อนไหวร่างกาย ในท่าทางต่างๆ
เป็นชุด ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อนักเรียน เช่น ช่วยพัฒนานักเรียนที่มีภาวะการอ่าน/เขียนช้า
ทำให้นักเรียน
มีสมาธิมากขึ้น ลดความเครียดจากการเรียน เป็นการให้ความสำคัญต่อความถนัดและสไตล์ของการเรียนรู้
และวิธีการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับความถนัดในการเรียนรู้และรับรู้ของนักเรียน
|